Bitcion cryptocurrency คริปโทเคอร์เรนซี
Bitcion cryptocurrency คริปโทเคอร์เรนซี
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565
ขุดบิทคอยฟรี2022ด้วยCryptoTab Browser
ราคาของ Bitcoin นั้นไม่แน่นอนอย่างแน่นอน แต่การขุดนั้นตรงเวลาเสมอ หากคุณดูกราฟราคา คุณจะเห็นว่ามันขึ้นและลงอย่างต่อเนื่อง แต่การลดลงไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้อารมณ์เสีย คุณสามารถขุดได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อที่ว่าเมื่อราคาสูงขึ้น คุณจะมีเงินมากขึ้นกว่าเดิม และความช่วยเหลือที่ดีในการขุดคือ CryptoTab Browser! เรียบง่ายและใช้งานง่าย ด้วยคุณลักษณะการขุดแบบฝังตัว จะกลายเป็นสิ่งทดแทนที่ดีที่สุดสำหรับเบราว์เซอร์รายวันของคุณ ลงมือเลย ไม่ต้องเสียเวลา
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564
คริปโทเคอร์เรนซี หรือ เงินตราเข้ารหัสลับ (อังกฤษ: cryptocurrency, crypto currency)
คริปโทเคอร์เรนซี หรือ เงินตราเข้ารหัสลับ (อังกฤษ: cryptocurrency, crypto currency)
เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งออกแบบให้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ที่ใช้วิทยาการเข้ารหัสลับเพื่อรับประกันธุรกรรม เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินเพิ่ม และเพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนทรัพย์ เป็นรูปแบบหนึ่งของเงินดิจิทัล (digital currency) เงินทางเลือก (alternative currency) และเงินเสมือน (virtual currency) เป็นเงินที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลาง[ เทียบกับเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดยศูนย์กลาง หรือกับระบบธนาคารกลาง การควบคุมแบบกระจายศูนย์จะทำผ่านบล็อกเชน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลธุรกรรมสาธารณะ โดยใช้เป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย
บิตคอยน์ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เป็นคริปโทเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์สกุลแรก ตั้งแต่นั้นมา ก็มีคริปโทเคอร์เรนซีสกุลอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นอีกมากมาย บ่อยครั้งเงินสกุลเหล่านี้จะเรียกในภาษาอังกฤษว่า altcoins โดยเป็นคำผสมจากคำว่า alternative coin (เหรียญทางเลือก)
นิยาม
แผนผังแบบทำให้ง่ายซึ่งแสดงโซ่ความเป็นเจ้าของหน่วยเงินบิตคอยน์ แต่ในบล็อกเชนของบิตคอยน์จริง ๆ ธุรกรรมหนึ่ง ๆ สามารถมีข้อมูลธุรกรรมขาเข้ามากกว่าหนึ่ง และมีข้อมูลขาออกมากกว่าหนึ่ง
ตามนักวิชาการผู้หนึ่ง คริปโทเคอร์เรนซีเป็นระบบที่เข้าเกณฑ์ 6 อย่าง คือ
ระบบไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลาง ข้อมูลที่กระจายจะทำให้สามารถถึงความเห็นพ้อง/ความเห็นข้างมากเกี่ยวกับสถนะปัจจุบัน (ดูตัวอย่างที่ การตราเวลาสำหรับบิตคอยน์)
ระบบจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยคริปโทเคอร์เรนซีและผู้ที่เป็นเจ้าของ
ระบบจะกำหนดว่า หน่วยคริปโทเคอร์เรนซีใหม่จะสร้างขึ้นได้หรือไม่ ถ้าหน่วยเงินใหม่สามารถสร้างได้ ระบบจะกำหนดแหล่งกำเนิดและกำหนดว่าใครเป็นเจ้าของหน่วยเงินใหม่
ความเป็นเจ้าของในหน่วยเงินแต่ละหน่วยจะสามารถพิสูจน์อย่างสิทธิ์ขาดตามวิทยาการเข้ารหัสลับ
ระบบจะอนุญาตให้ทำธุรกรรมที่สามารถเปลี่ยนเจ้าของหน่วยเงินได้ โดยข้อความสั่งธุรกรรมจะสามารถทำได้โดยบุคคลที่สามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหน่วยเงินเหล่านั้น
ถ้ามีคำสั่งเปลี่ยนเจ้าของสำหรับเงินหน่วยหนึ่ง ๆ เข้ามาในระบบพร้อม ๆ กัน ระบบจะทำการตามคำสั่งเดียวเท่านั้นเป็นอย่างมาก (ดูตัวอย่างที่ การตราเวลาสำหรับบิตคอยน์)
ในเดือนมีนาคม 2018 คำว่า cryptocurrency ก็ได้เพิ่มเข้าในพจนานุกรม Merriam-Webster
ภาพรวม
คริปโทเคอร์เรนซีที่กระจายศูนย์จะสร้างโดยระบบคริปโทเคอร์เรนซีรวม ๆ กัน ในอัตราที่กำหนดเมื่อสร้างระบบและเป็นเรื่องที่รู้กันโดยสาธารณะ ในระบบธนาคารกลาง คณะกรรมการบรรษัทหรือรัฐบาลจะเป็นผู้ควบคุมอุปทานของเงินโดยออกเงินตราที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง หรือโดยสั่งให้เพิ่มเงินในบัญชีแยกประเภทของธนาคารดิจิทัล เทียบกับคริปโทเคอร์เรนซีที่กระจายศูนย์ ซึ่งบริษัทและรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างหน่วยใหม่ ๆ และยังไม่รับประกันให้แก่องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทหรือธนาคารซึ่งมีสินทรัพย์เป็นคริปโทเคอร์เรนซี เทคนิคที่ใช้ควบคุมคริปโทเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์ เป็นผลงานของกลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่รู้จักว่าซะโตชิ นะกะโมโต โดยเดือนกันยายน 2017 มีคริปโทเคอร์เรนซีกว่าพันสกุล ส่วนมากจะคล้ายกับและเป็นเงินอนุพันธ์ของคริปโทเคอร์เรนซีที่สร้างอย่างสมบูรณ์สกุลแรก คือ บิตคอยน์
ภายในระบบคริปโทเคอร์เรนซี ความปลอดภัย บูรณภาพ และดุลของบัญชีแยกประเภท จะดำรงเก็บรักษาโดยกลุ่มบุคคลที่ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันที่เรียกว่า ไมเนอร์/คนขุดหาเหรียญ ส่วนบุคคลทั่วไปจะใช้คอมพิวเตอร์ของไมเนอร์/คนขุดหาเหรียญ เพื่อยืนยันความถูกต้องของและตราเวลาแก่ธุรกรรม เป็นการเพิ่มธุรกรรมลงยังบัญชีแยกประเภทตามกระบวนการตราเวลาบางอย่าง คนขุดหาเหรียญได้ผลประโยชน์ในการดำรงรักษาความปลอดภัยของบัญชีแยกประเภท คือได้เหรียญที่ขุดได้และ/หรือค่าธรรมเนียมของธุรกรรม
คริปโทเคอร์เรนซีโดยมากได้ออกแบบให้ค่อย ๆ ลดการสร้างหน่วยเงินใหม่ ซึ่งเท่ากับกำหนดจำนวนเงินมากที่สุดที่จะมีให้ใช้ เป็นการเลียนแบบสถานการณ์ของโลหะมีค่า เช่น บิตคอยน์ออกแบบให้มีเงินในระบบมากที่สุด 21 ล้านเหรียญ
เทียบกับเงินธรรมดาที่เก็บโดยสถาบันการเงินหรือบุคคลต่าง ๆ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองอาจเข้ายึดคริปโทเคอร์เรนซีได้ยากกว่า ซึ่งเกิดจากการใช้เทคโนโลยีวิทยาการเข้ารหัสลับ
บิตคอยน์ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เป็นคริปโทเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์สกุลแรก ตั้งแต่นั้นมา ก็มีคริปโทเคอร์เรนซีสกุลอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นอีกมากมาย บ่อยครั้งเงินสกุลเหล่านี้จะเรียกในภาษาอังกฤษว่า altcoins โดยเป็นคำผสมจากคำว่า alternative coin (เหรียญทางเลือก)
นิยาม
แผนผังแบบทำให้ง่ายซึ่งแสดงโซ่ความเป็นเจ้าของหน่วยเงินบิตคอยน์ แต่ในบล็อกเชนของบิตคอยน์จริง ๆ ธุรกรรมหนึ่ง ๆ สามารถมีข้อมูลธุรกรรมขาเข้ามากกว่าหนึ่ง และมีข้อมูลขาออกมากกว่าหนึ่ง
ตามนักวิชาการผู้หนึ่ง คริปโทเคอร์เรนซีเป็นระบบที่เข้าเกณฑ์ 6 อย่าง คือ
ระบบไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลาง ข้อมูลที่กระจายจะทำให้สามารถถึงความเห็นพ้อง/ความเห็นข้างมากเกี่ยวกับสถนะปัจจุบัน (ดูตัวอย่างที่ การตราเวลาสำหรับบิตคอยน์)
ระบบจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยคริปโทเคอร์เรนซีและผู้ที่เป็นเจ้าของ
ระบบจะกำหนดว่า หน่วยคริปโทเคอร์เรนซีใหม่จะสร้างขึ้นได้หรือไม่ ถ้าหน่วยเงินใหม่สามารถสร้างได้ ระบบจะกำหนดแหล่งกำเนิดและกำหนดว่าใครเป็นเจ้าของหน่วยเงินใหม่
ความเป็นเจ้าของในหน่วยเงินแต่ละหน่วยจะสามารถพิสูจน์อย่างสิทธิ์ขาดตามวิทยาการเข้ารหัสลับ
ระบบจะอนุญาตให้ทำธุรกรรมที่สามารถเปลี่ยนเจ้าของหน่วยเงินได้ โดยข้อความสั่งธุรกรรมจะสามารถทำได้โดยบุคคลที่สามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหน่วยเงินเหล่านั้น
ถ้ามีคำสั่งเปลี่ยนเจ้าของสำหรับเงินหน่วยหนึ่ง ๆ เข้ามาในระบบพร้อม ๆ กัน ระบบจะทำการตามคำสั่งเดียวเท่านั้นเป็นอย่างมาก (ดูตัวอย่างที่ การตราเวลาสำหรับบิตคอยน์)
ในเดือนมีนาคม 2018 คำว่า cryptocurrency ก็ได้เพิ่มเข้าในพจนานุกรม Merriam-Webster
ภาพรวม
คริปโทเคอร์เรนซีที่กระจายศูนย์จะสร้างโดยระบบคริปโทเคอร์เรนซีรวม ๆ กัน ในอัตราที่กำหนดเมื่อสร้างระบบและเป็นเรื่องที่รู้กันโดยสาธารณะ ในระบบธนาคารกลาง คณะกรรมการบรรษัทหรือรัฐบาลจะเป็นผู้ควบคุมอุปทานของเงินโดยออกเงินตราที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง หรือโดยสั่งให้เพิ่มเงินในบัญชีแยกประเภทของธนาคารดิจิทัล เทียบกับคริปโทเคอร์เรนซีที่กระจายศูนย์ ซึ่งบริษัทและรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างหน่วยใหม่ ๆ และยังไม่รับประกันให้แก่องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทหรือธนาคารซึ่งมีสินทรัพย์เป็นคริปโทเคอร์เรนซี เทคนิคที่ใช้ควบคุมคริปโทเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์ เป็นผลงานของกลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่รู้จักว่าซะโตชิ นะกะโมโต โดยเดือนกันยายน 2017 มีคริปโทเคอร์เรนซีกว่าพันสกุล ส่วนมากจะคล้ายกับและเป็นเงินอนุพันธ์ของคริปโทเคอร์เรนซีที่สร้างอย่างสมบูรณ์สกุลแรก คือ บิตคอยน์
ภายในระบบคริปโทเคอร์เรนซี ความปลอดภัย บูรณภาพ และดุลของบัญชีแยกประเภท จะดำรงเก็บรักษาโดยกลุ่มบุคคลที่ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันที่เรียกว่า ไมเนอร์/คนขุดหาเหรียญ ส่วนบุคคลทั่วไปจะใช้คอมพิวเตอร์ของไมเนอร์/คนขุดหาเหรียญ เพื่อยืนยันความถูกต้องของและตราเวลาแก่ธุรกรรม เป็นการเพิ่มธุรกรรมลงยังบัญชีแยกประเภทตามกระบวนการตราเวลาบางอย่าง คนขุดหาเหรียญได้ผลประโยชน์ในการดำรงรักษาความปลอดภัยของบัญชีแยกประเภท คือได้เหรียญที่ขุดได้และ/หรือค่าธรรมเนียมของธุรกรรม
คริปโทเคอร์เรนซีโดยมากได้ออกแบบให้ค่อย ๆ ลดการสร้างหน่วยเงินใหม่ ซึ่งเท่ากับกำหนดจำนวนเงินมากที่สุดที่จะมีให้ใช้ เป็นการเลียนแบบสถานการณ์ของโลหะมีค่า เช่น บิตคอยน์ออกแบบให้มีเงินในระบบมากที่สุด 21 ล้านเหรียญ
เทียบกับเงินธรรมดาที่เก็บโดยสถาบันการเงินหรือบุคคลต่าง ๆ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองอาจเข้ายึดคริปโทเคอร์เรนซีได้ยากกว่า ซึ่งเกิดจากการใช้เทคโนโลยีวิทยาการเข้ารหัสลับ
สกุลเงินดิจิทัล (digital currency)
สกุลเงินดิจิทัล (digital currency)
คือ สกุลเงิน เงิน หรือสินทรัพย์ที่มีลักษณะคล้ายเงินที่บริหารจัดการ จัดเก็บ หรือแลกเปลี่ยนบนระบบคอมพิวเตอร์แบบดิจิทัลโดยเฉพาะการจัดการผ่านอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างของสกุลเงินดิจิทัลได้แก่ คริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) หรือ สกุลเงินเสมือน (virtual currency) โดยกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเงินที่เกิดขึ้นจัดเก็บในรูปแบบของฐานข้อมูลจัดการโดยธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือจัดการแบบการเงินแบบไม่รวมศูนย์ (DeFi) สกุลเงินดิจิทัลมีลักษณะคล้ายสกุลเงินทั่วไป แตกต่างกันตรงที่ไม่มีรูปแบบทางกายภาพชัดเจน ไม่มีการพิมพ์ธนบัตรหรือผลิตเหรียญกษาปณ์
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน
'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน
ครั้งที่แล้วได้คุยถึง "เงินดิจิทัล (digital money)" ในประเทศไทย เช่น เงินใน e-wallet บัตร 7-11 บัตรรถไฟฟ้า ไว้ว่าคนไทยเปิดรับทำให้เติบโตเร็วมาก วันนี้จึงอยากถือโอกาสชวนผู้อ่านคุยเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวกับ "สกุลเงินดิจิทัล (digital currencies)" ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวแค่ไหน
สกุลเงินดิจิทัล vs เงินดิจิทัล?
ทั้งสองอย่างเหมือนกันตรงคำว่า "ดิจิทัล" ที่จับต้องไม่ได้ แต่มีตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ความต่างคือ "เงินดิจิทัล" มีเงินสกุลท้องถิ่นหนุนหลัง เช่น ต้องนำเงินบาทมาชำระผู้ให้บริการ e-money ก่อนใช้ชำระค่าสินค้า จึงมีหน่วยเป็นเงินสกุลท้องถิ่นและมีมูลค่าแน่นอน
"สกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency)" เช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นสกุลเงินใหม่ที่สร้างขึ้นจากกลไกคณิตศาสตร์ที่กำหนดจำนวนไว้จำกัด ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ถอดรหัสเพื่อนำเงินออกจากกลไก สกุลเงินใหม่นี้สร้างขึ้นเพื่อลดการรวมศูนย์ของระบบการชำระเงินผ่านสถาบันการเงินให้สามารถกระจายไปยังผู้ใช้ในเครือข่ายสกุลเงินนั้นๆ ได้ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินแม้จะไม่มีตัวกลางและสามารถป้องกันการปลอมแปลงได้ด้วย การชำระ/โอนเงินจึงอยู่แค่ภายในเครือข่าย ซึ่งมีข้อดีที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และปลอดภัย แต่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังไม่รับรองว่าบรรดาคริปโทเคอร์เรนซีที่เอกชนสร้างขึ้นมา สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย คริปโทเคอร์เรนซีจึงทำหน้าที่ของเงินได้ไม่ครบ เพราะยังไม่เป็นสื่อกลางในการชำระเงินและไม่ถูกใช้เป็นหน่วยกำหนดราคาสิ่งของแถมมูลค่ายังผันผวนมาก แต่ถ้าเป็น "สกุลเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกใช้ (central bank digital currency: CBDC)" จะมีคุณสมบัติของเงินที่ครบถ้วนเพราะมีมูลค่าแน่นอนใช้แทนสกุลเงินท้องถิ่นได้ตามกฎหมาย
ทำไมสกุลเงินดิจิทัลจึงเริ่มเป็นที่สนใจ?
ความนิยมใช้คริปโทเคอร์เรนซีอาจเห็นได้ชัดในประเทศที่คนไม่ค่อยเชื่อถือในเงินสกุลท้องถิ่นและไม่มั่นใจในเสถียรภาพระบบการเงินในประเทศ เช่น ประเทศเวเนซุเอลาที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เผชิญกับเงินเฟ้อสูงมากเกือบ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในปี 2561 ทำให้เงินโบลีเวีย (Bolevar) ซึ่งเป็นสกุลเงินท้องถิ่นแทบไม่มีค่า คนจึงหนีภาวะเงินเฟ้อในสกุลเงินโบลีเวียและขาดความเชื่อมั่นในการบริหารของรัฐไปถือคริปโทเคอร์เรนซี แม้รัฐบาลจะออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติชื่อ "Petro coin" ที่หนุนหลังด้วยมูลค่าบ่อน้ำมันของรัฐ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะดึงให้คนกลับมาเชื่อถือในเงินของรัฐได้
สำหรับเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) โดยทั่วไปจะออกเพื่อ 3 วัตถุประสงค์[1] คือ (1) ไม่ให้เกิดการผูกขาดและลดความเสี่ยงในระบบการชำระเงินจากการพึ่งพาบริการทางการเงินภาคเอกชนมากไป ซึ่งมักเกิดกับประเทศที่คนไม่ค่อยใช้เงินสดแล้ว เช่น สวีเดนที่มีแผนจะออกสกุลเงิน e-krona (2) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงิน (3) เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน ทั้งนี้แต่ละธนาคารกลางอาจกำหนดรูปแบบของ CBDC ต่างกัน โดยเฉพาะการให้ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝาก CBDC ที่ธนาคารกลาง (interest-bearing) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงเศรษฐกิจขาลง โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ติดลบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางไม่สามารถทำได้ในสังคมใช้เงินสด เพราะคนสามารถเปลี่ยนไปถือเงินสดแทนการเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากแล้วถูกเก็บดอกเบี้ย นอกจากนี้ รายงานสำรวจพบว่า ธนาคารกลางส่วนใหญ่ในโลกติดตามการใช้คริปโทเคอร์เรนซีของคนในประเทศอย่างใกล้ชิดและมีการศึกษา CBDC[2] เตรียมไว้เผื่อต้องออกใช้ แม้มีส่วนน้อยที่มีแผนจะออกใช้จริง โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงและการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินเป็นอันดับแรก และมองเหตุผลด้านนโยบายการเงินเป็นเรื่องรอง
การใช้สกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย
ปัจจุบันการใช้คริปโทเคอเรนซีในไทยเพื่อธุรกรรมชำระเงินยังมีจำกัด และเริ่มมีคนไทยที่ผลิตคริปโทสัญชาติไทยได้ เช่น Zcoin ส่วนนักลงทุนไทยเริ่มรู้จักคริปโทที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กำกับดูแลการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการซื้อขายคริปโทในไทย และเตือนผู้สนใจลงทุนในคริปโทว่ามีความเสี่ยงสูง ต้องมีความรู้และรับความเสี่ยงที่อาจสูญเงินลงทุนได้
นอกจากนี้ ธปท. ได้เปิดตัวโครงการอินทนนท์ที่เป็นการทดสอบระบบการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินโดยใช้ CBDC จำลอง (wholesale CBDC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน และเพิ่งรายงานผลการทดสอบระยะที่ 1 ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งในการโอนเงินระหว่างกันและการบริหารสภาพคล่องในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 - มกราคมปีนี้ พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินของไทย แต่การจะนำระบบนี้มาใช้งานจริงต้องใช้เวลาทดสอบขีดความสามารถและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม พร้อมประกาศเตรียมทดสอบระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้
ถึงตอนนี้คงพอบอกได้ว่าสกุลเงินดิจิทัลเริ่มใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มองว่าเป็นทางเลือกในการลงทุนและกล้ารับความเสี่ยง ส่วน ธปท. เริ่มเห็นประโยชน์จาก wholesale CBDC ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินระหว่างสถาบันการเงิน แต่การออก CBDC ให้ประชาชนใช้อาจยังดูไกลตัว ตราบใดที่การใช้คริปโทยังไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน รวมถึงคนไทยยังมั่นใจในการใช้สกุลเงินบาท และความมั่นคงในระบบการชำระเงินของประเทศอยู่
ที่มบทความ:https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_01Feb2019.aspx
--------------------------------------------------------------
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
ครั้งที่แล้วได้คุยถึง "เงินดิจิทัล (digital money)" ในประเทศไทย เช่น เงินใน e-wallet บัตร 7-11 บัตรรถไฟฟ้า ไว้ว่าคนไทยเปิดรับทำให้เติบโตเร็วมาก วันนี้จึงอยากถือโอกาสชวนผู้อ่านคุยเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวกับ "สกุลเงินดิจิทัล (digital currencies)" ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวแค่ไหน
สกุลเงินดิจิทัล vs เงินดิจิทัล?
ทั้งสองอย่างเหมือนกันตรงคำว่า "ดิจิทัล" ที่จับต้องไม่ได้ แต่มีตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ความต่างคือ "เงินดิจิทัล" มีเงินสกุลท้องถิ่นหนุนหลัง เช่น ต้องนำเงินบาทมาชำระผู้ให้บริการ e-money ก่อนใช้ชำระค่าสินค้า จึงมีหน่วยเป็นเงินสกุลท้องถิ่นและมีมูลค่าแน่นอน
"สกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency)" เช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นสกุลเงินใหม่ที่สร้างขึ้นจากกลไกคณิตศาสตร์ที่กำหนดจำนวนไว้จำกัด ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ถอดรหัสเพื่อนำเงินออกจากกลไก สกุลเงินใหม่นี้สร้างขึ้นเพื่อลดการรวมศูนย์ของระบบการชำระเงินผ่านสถาบันการเงินให้สามารถกระจายไปยังผู้ใช้ในเครือข่ายสกุลเงินนั้นๆ ได้ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินแม้จะไม่มีตัวกลางและสามารถป้องกันการปลอมแปลงได้ด้วย การชำระ/โอนเงินจึงอยู่แค่ภายในเครือข่าย ซึ่งมีข้อดีที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และปลอดภัย แต่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังไม่รับรองว่าบรรดาคริปโทเคอร์เรนซีที่เอกชนสร้างขึ้นมา สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย คริปโทเคอร์เรนซีจึงทำหน้าที่ของเงินได้ไม่ครบ เพราะยังไม่เป็นสื่อกลางในการชำระเงินและไม่ถูกใช้เป็นหน่วยกำหนดราคาสิ่งของแถมมูลค่ายังผันผวนมาก แต่ถ้าเป็น "สกุลเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกใช้ (central bank digital currency: CBDC)" จะมีคุณสมบัติของเงินที่ครบถ้วนเพราะมีมูลค่าแน่นอนใช้แทนสกุลเงินท้องถิ่นได้ตามกฎหมาย
ทำไมสกุลเงินดิจิทัลจึงเริ่มเป็นที่สนใจ?
ความนิยมใช้คริปโทเคอร์เรนซีอาจเห็นได้ชัดในประเทศที่คนไม่ค่อยเชื่อถือในเงินสกุลท้องถิ่นและไม่มั่นใจในเสถียรภาพระบบการเงินในประเทศ เช่น ประเทศเวเนซุเอลาที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เผชิญกับเงินเฟ้อสูงมากเกือบ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในปี 2561 ทำให้เงินโบลีเวีย (Bolevar) ซึ่งเป็นสกุลเงินท้องถิ่นแทบไม่มีค่า คนจึงหนีภาวะเงินเฟ้อในสกุลเงินโบลีเวียและขาดความเชื่อมั่นในการบริหารของรัฐไปถือคริปโทเคอร์เรนซี แม้รัฐบาลจะออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติชื่อ "Petro coin" ที่หนุนหลังด้วยมูลค่าบ่อน้ำมันของรัฐ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จที่จะดึงให้คนกลับมาเชื่อถือในเงินของรัฐได้
สำหรับเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) โดยทั่วไปจะออกเพื่อ 3 วัตถุประสงค์[1] คือ (1) ไม่ให้เกิดการผูกขาดและลดความเสี่ยงในระบบการชำระเงินจากการพึ่งพาบริการทางการเงินภาคเอกชนมากไป ซึ่งมักเกิดกับประเทศที่คนไม่ค่อยใช้เงินสดแล้ว เช่น สวีเดนที่มีแผนจะออกสกุลเงิน e-krona (2) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงิน (3) เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน ทั้งนี้แต่ละธนาคารกลางอาจกำหนดรูปแบบของ CBDC ต่างกัน โดยเฉพาะการให้ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝาก CBDC ที่ธนาคารกลาง (interest-bearing) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงเศรษฐกิจขาลง โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ติดลบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางไม่สามารถทำได้ในสังคมใช้เงินสด เพราะคนสามารถเปลี่ยนไปถือเงินสดแทนการเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากแล้วถูกเก็บดอกเบี้ย นอกจากนี้ รายงานสำรวจพบว่า ธนาคารกลางส่วนใหญ่ในโลกติดตามการใช้คริปโทเคอร์เรนซีของคนในประเทศอย่างใกล้ชิดและมีการศึกษา CBDC[2] เตรียมไว้เผื่อต้องออกใช้ แม้มีส่วนน้อยที่มีแผนจะออกใช้จริง โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงและการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินเป็นอันดับแรก และมองเหตุผลด้านนโยบายการเงินเป็นเรื่องรอง
การใช้สกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย
ปัจจุบันการใช้คริปโทเคอเรนซีในไทยเพื่อธุรกรรมชำระเงินยังมีจำกัด และเริ่มมีคนไทยที่ผลิตคริปโทสัญชาติไทยได้ เช่น Zcoin ส่วนนักลงทุนไทยเริ่มรู้จักคริปโทที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กำกับดูแลการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการซื้อขายคริปโทในไทย และเตือนผู้สนใจลงทุนในคริปโทว่ามีความเสี่ยงสูง ต้องมีความรู้และรับความเสี่ยงที่อาจสูญเงินลงทุนได้
นอกจากนี้ ธปท. ได้เปิดตัวโครงการอินทนนท์ที่เป็นการทดสอบระบบการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินโดยใช้ CBDC จำลอง (wholesale CBDC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน และเพิ่งรายงานผลการทดสอบระยะที่ 1 ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งในการโอนเงินระหว่างกันและการบริหารสภาพคล่องในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 - มกราคมปีนี้ พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินของไทย แต่การจะนำระบบนี้มาใช้งานจริงต้องใช้เวลาทดสอบขีดความสามารถและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม พร้อมประกาศเตรียมทดสอบระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้
ถึงตอนนี้คงพอบอกได้ว่าสกุลเงินดิจิทัลเริ่มใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มองว่าเป็นทางเลือกในการลงทุนและกล้ารับความเสี่ยง ส่วน ธปท. เริ่มเห็นประโยชน์จาก wholesale CBDC ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินระหว่างสถาบันการเงิน แต่การออก CBDC ให้ประชาชนใช้อาจยังดูไกลตัว ตราบใดที่การใช้คริปโทยังไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน รวมถึงคนไทยยังมั่นใจในการใช้สกุลเงินบาท และความมั่นคงในระบบการชำระเงินของประเทศอยู่
ที่มบทความ:https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_01Feb2019.aspx
--------------------------------------------------------------
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ชายที่ทุ่มสุดตัว ขายทุกสิ่งอย่างเพื่อมาซื้อ Bitcoin
เมื่อปีที่แล้ว ผ่านมาหนึ่งปีเขาเป็นอย่างไรบ้าง?
Thomas Di Fonzo ผู้สื่อข่าวจาก Wall Street Journal ได้ติดตามนาย Didi Taihuttu และครอบครัว เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขา น่าประทับใจที่ความเชื่อมั่นใน crypto ยังคงเต็มเปี่ยมอยู่ในจิตใจของชายที่ยอมขายบ้าน รถยนต์และธุรกิจของเขาเพื่อลงทุนใน Bitcoin ยอมลาออกจากงานมาใช้ชีวิตอยู่ในรถบ้าน ยอมเดิมพันทุกอย่างที่เขามีและทุกอย่างในครอบครัวของเขาไว้กับอนาคตของ cryptocurrency
เรื่องราวในภาพยนตร์ เปิดฉากพร้อมกับ Taihuttu ที่กำลังมีความมุ่งมั่นสูงสุด – และกำลังสักสัญลักษณ์ Bitcoin ลงบนแขนของเขา
“ผมคิดว่า crypto นั้นเป็นสกุลเงินแบบใหม่” เขากล่าว “ผมสามารถซื้อ แลมโบ ด้วย crypto ผมสามารถซื้อบ้านด้วยcrypto ผมสามารถซื้อร้านขายของชำด้วย crypto ผมสามารถซื้อพิซซ่าด้วย crypto”
แม้ว่า Bitcoin จะลดลงประมาณ 70% ของมูลค่าตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนธันวาคม 2017 ในช่วงที่ผ่านมา แต่ Taihuttu ยังคงเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมพร้อมกับรอยสักรูปสัญลักษณ์ Bitcoin ของเขา
Taihuttu ซื้อ Bitcoin ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 ด้วยราคาในช่วงนั้นที่ประมาณ 1,000 ดอลล่าร์ จากนั้นเขาก็ซื้อเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนปี 2017 เมื่อราคาใกล้ถึง 10,000 ดอลลาร์และย้ายครอบครัวของเขาไปอยู่ในรถบ้านที่อยู่ห่างจากบ้านของเขาประมาณ 20 นาที
แม้ว่าเขาจะไม่ระบุว่าเขาได้ทุ่มเงินลงทุนไปเท่าใด แต่ Taihuttu กล่าวว่าเขาเสียเงินไปประมาณ 500,000 ดอลล่าร์จากการร่วงลงของราคา Bitcoin ในตลาด ถึงแม้ว่าเขาจะสูญเสีย แต่จิตใจยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
หลังจากใช้ระยะเวลาสั้นๆในการเที่ยวชายหาดในประเทศไทย Taihuttu ได้ย้ายครอบครัวไปยังฮอลแลนด์ซึ่งพวกเขาได้ลงทะเบียนเป็น “Homeless” เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหน้าที่ชาวดัตช์ที่เขากลัวว่าอาจจะมาจับเขาเนื่องจากเขาเอาลูกออกจากโรงเรียน
“เราคิดว่าโรงเรียนทั่วไปเตรียมตัวเด็กไว้สำหรับอดีต แต่เรากำลังเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับอนาคตของ decentralized” ( WTF!! )
ปัจจุบันพวกเขาอาศัยอยู่ในรถบ้านที่เขาเรียกมันว่า Bitcoin mobile home ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Xwise เขาบอกว่ามันทำให้เขาและครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้น และแม้จะสูญเสียเงินจากตลาดหมีในขณะนี้แต่เขาบอกว่าเงินไม่ใช่แรงจูงใจเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายของผมไม่ใช่การกลายเป็นเศรษฐี เป้าหมายของผมคือการเปลี่ยนแปลงชีวิต ผมเปลี่ยนชีวิตของผมและผมมีความสุขกับมันมาก การได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีชีวิตชีวามากๆ ได้แสดงให้เด็กๆเห็นถึงวิถีชีวิตแบบนี้และคุณสามารถมีความสุขกับมันได้ “
หากใครอยากดูภาพยนตร์เรื่องสั้นของ Wall Street Journal เรื่องนี้สามารถเข้าไปดูตอนเต็มๆได้ ที่นี่
Bitcoin Cloud Mining คืออะไรและทำงานอย่างไร..
Bitcoin Cloud Mining คืออะไรและทำงานอย่างไร..
ถ้าหากคุณต้องการที่จะลงทุนสายขุด Bitcoin โดยที่ไม่อยากจะเปลืองแรงจัดการและบริหารเครื่องขุดของตัวเอง นั่นย่อมมีทางออกเสมอ คุณสามารถใช้ระบบ cloud เพื่อขุด Bitcoin ออกมาได้พูดกันอย่างง่ายๆเลย ระบบ cloud mining คือการแชร์พลังในการขุดของเครื่องขุดที่รันจากเครื่องตัวแม่ โดยผู้ใช้บริการสามารถที่จะใช้แค่เครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง และการเป๋าเก็บ Bitcoin เพียงแค่นั้นก็สามารถที่จะขุด Bitcoin ผ่านระบบ cloud mining ได้
อย่างไรก็ตาม การทำ cloud mining นั้นมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร ผู้ลงทุนควรที่จะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ
ข้อดี
นี่คือข้อดีของการทำ cloud mining ที่คุณควรจะรู้ก่อนที่จะลองชั่งใจ
ที่บ้านเงียบ ไม่จำเป็นต้องมาทนฟังเสียงพัดลมระบายความร้อนจากเครื่องขุด
ไม่ต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่บ้าน
ไม่จำเป็นต้องมานั่งปวดหัวเรื่องขายเครื่องขุดมือสอง เมื่อเครื่องที่ใช้อยู่เริ่มตกรุ่น
ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากอัคคีภัย
ไม่ต้องมาทะเลาะกับซัพพลายเออร์ที่ขายเครื่องขุด
ข้อเสีย
และนี่คือข้อเสียที่คุณควรจะนำมาใช้เป็นตัวประกอบในการตัดสินใจ
ความเสี่ยงต่อการถูกหลอกและโกง
การขุดเหรียญที่ในบางครั้งไม่โปร่งใส
ไม่สนุก (ถ้าหากคุณเป็นกีคที่ชอบระกอบอุปกรณ์เอง!)
กำไรค่อนข้างต่ำ (เนื่องจากเจ้าของ cloud ก็ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์เหมือนกัน)
สัญญาการขุดที่ในบางครั้งบอกว่าจะต้องปิดตัวลงอันเนื่องมาจากราคาของ Bitcoin ที่ต่ำ
ประเภทของการทำ Cloud Mining
โดยทั่วๆไปแล้ว มันจะมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน
การขุดแบบเช่าเครื่อง เช่าเครื่องขุดที่ทางผู้ให้บริการทำไว้ให้ผ่านโฮส
การขุดแบบใช้โฮสเสมือนจริง โดยการสร้างเซอเวอร์ส่วนตัวและติดตั้งซอฟต์แวร์การขุดด้วยตัวเอง
เช่าพลังในการขุด (Hashing Power) เช่าพลังในการขุดโดยมีหน่วยที่คิดเป็น Hash โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องขุด (ประเภทนี้ถือเป็นที่นิยมที่สุด)
วิธีการคำนวณกำไร
เราได้พูดถึงวิธีการในการคำนวณกำไรในการขุด Bitcoin ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เว็บผู้ให้บริการส่วนใหญ่มักจะคิดจากตัวแปรของฮาร์ดแวร์ของคุณ ไม่ใช่ตัวแปรของระบบ cloud mining
ถึงแม้ว่าคุณจะทำการคำนวณผ่านเครื่องคิดเลขออกมาอย่างดีแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ทางผู้ให้บริการส่วนใหญ่ (อย่างเช่น Genesis Block) มักจะชาร์จค่าไฟของเครื่องขุดจากคุณด้วย และบางครั้งอาจชาร์จคุณค่าวางเครื่องครั้งแรก พูดง่ายๆคือ ทางผู้บริการมักจะขอให้คุณจ่ายค่าโน่นค่านี่ไปตลอดรวมถึงค่าลงทุนครั้งแรก
ฉะนั้นผู้ให้บริการ Cloud Mining คือผู้ที่ควรจะจ่ายค่าไฟ ไม่ใช่คุณ คุณสามารถที่จะคำนวณรายรับรายจ่ายโดยระบุในบัญชีของคุณอย่างชัดเจนว่าคุณจ่ายค่าเช่าเครื่องขุด ไม่ใช่จ่ายค่าไฟ
การคำนวณในบางครั้งอาจจะไม่ได้ตรงตัวมากนัก อย่างในกรณีที่คุณมีเครื่องขุดนั้น คุณสามารถที่จะคำนวณรายจ่ายทางด้านค่าไฟต่อเดือนโดยทำการคูณค่าไฟฟ้าเข้าไป (เช่นเงินบาทต่อกิโลวัตต์) ด้วยอัตราการกินไฟของยูนิตต่อเครื่องและด้วยตัวเลข 0.744 (อัตราส่วนวินาทีต่อเดือนแปลงเป็นพลังงานต่อกิลโลวัตต์)
แต่สำหรับการคำนวณกำไรจากการทำ Cloud Mining นั้น คุณจะต้องทำตรงกันข้ามกัน เพราะว่าทางผู้ให้บริการจะให้บริการคุณด้วยการให้เช่า hashing power ดังนั้นคุณต้องทำการคำนวณต้นทุนต่อกิโลวัตต์ที่นำไปใช้ในการขุดของเครื่องขุด ซึ่งทำได้โดยการหาร (ไม่ใช่คูณ)ค่าเช่าต่อเดือนด้วย 0.744 แทน
อัตราความเสี่ยงต่อกำไร
เมื่อคุณทำการลงทุนในหมวดหมู่ cryptocurrency ไม่ว่าจะในเหรียญอะไรก็ตาม มันย่อมที่จะมีความเสี่ยงเสมอ แต่โอกาสทำกำไรนั้นก็มีเช่นกัน ถ้าคุณตัดสินใจถูกต้องและหาตัวเลือกที่เหมาะสม เราได้ทำการรวบรวมข้อมูลให้คุณเพื่อช่วยในการตัดสินใจไปแล้ว
ในการทดสอบการคำนวณของคุณนั้น คุณอาจจะได้เห็นว่าการลงทุน Cloud Mining อาจจะมีกำไรไปได้ประมาณ 2-3 เดือนแรก แต่เมื่อระดับความยาก (Difficulty Level) เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณอาจจะเริ่มขาดทุนในเดือนที่ 4 ไปเรื่อยๆ
วิธีการแก้คือการใส่เงินเข้าไปใน hashing power เพื่อเติมพลังการขุดให้กับบัญชีของคุณ แต่การทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนที่มากขึ้นไปอีก
อย่างที่กล่าวมานั้น ความเสี่ยงในการถูกโกงและการบริหารที่ผิดพลาดนั้นค่อนข้างที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายในกลุ่ม cloud mining นักลงทุนควรที่จะเลือกลงทุนใน cloud mining เมื่อพวกเขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลของผู้ให้บริการมาเป็นอย่างดีแล้ว และก็เป็นแบบที่พวกเขาได้พูดกัน “ไม่ควรที่จะลงทุนมากกว่าเงินที่คุณสามารถจะเสียมันไปได้”
เริ่มทำการศึกษาจากในกลุ่มโซเชียลของนักขุด cloud mining และให้ลองทำการพูดคุยกับเจ้าของผู้ให้บริการ cloud mining ก่อนตัดสินใจลงทุน และท้ายสุดแล้วคุณควรที่จะลองลงมือฝึกหัดและเรียนรู้มุมมองของการลงทุนในด้านนั้นๆ เพื่อที่จะตามทันผู้ให้บริการทั้งหลาย
คำเตือน: บทความนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตหรือสปอนเซอร์ผู้ประกอบการใดๆก็แล้วแต่ ผู้อ่านควรจะศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเองก่อนที่จะลงทุนในประเภทของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้
ข้อมูลจาก
อย่างไรก็ตาม การทำ cloud mining นั้นมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร ผู้ลงทุนควรที่จะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ
ข้อดี
นี่คือข้อดีของการทำ cloud mining ที่คุณควรจะรู้ก่อนที่จะลองชั่งใจ
ที่บ้านเงียบ ไม่จำเป็นต้องมาทนฟังเสียงพัดลมระบายความร้อนจากเครื่องขุด
ไม่ต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่บ้าน
ไม่จำเป็นต้องมานั่งปวดหัวเรื่องขายเครื่องขุดมือสอง เมื่อเครื่องที่ใช้อยู่เริ่มตกรุ่น
ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากอัคคีภัย
ไม่ต้องมาทะเลาะกับซัพพลายเออร์ที่ขายเครื่องขุด
ข้อเสีย
และนี่คือข้อเสียที่คุณควรจะนำมาใช้เป็นตัวประกอบในการตัดสินใจ
ความเสี่ยงต่อการถูกหลอกและโกง
การขุดเหรียญที่ในบางครั้งไม่โปร่งใส
ไม่สนุก (ถ้าหากคุณเป็นกีคที่ชอบระกอบอุปกรณ์เอง!)
กำไรค่อนข้างต่ำ (เนื่องจากเจ้าของ cloud ก็ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์เหมือนกัน)
สัญญาการขุดที่ในบางครั้งบอกว่าจะต้องปิดตัวลงอันเนื่องมาจากราคาของ Bitcoin ที่ต่ำ
ประเภทของการทำ Cloud Mining
โดยทั่วๆไปแล้ว มันจะมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน
การขุดแบบเช่าเครื่อง เช่าเครื่องขุดที่ทางผู้ให้บริการทำไว้ให้ผ่านโฮส
การขุดแบบใช้โฮสเสมือนจริง โดยการสร้างเซอเวอร์ส่วนตัวและติดตั้งซอฟต์แวร์การขุดด้วยตัวเอง
เช่าพลังในการขุด (Hashing Power) เช่าพลังในการขุดโดยมีหน่วยที่คิดเป็น Hash โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องขุด (ประเภทนี้ถือเป็นที่นิยมที่สุด)
วิธีการคำนวณกำไร
เราได้พูดถึงวิธีการในการคำนวณกำไรในการขุด Bitcoin ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เว็บผู้ให้บริการส่วนใหญ่มักจะคิดจากตัวแปรของฮาร์ดแวร์ของคุณ ไม่ใช่ตัวแปรของระบบ cloud mining
ถึงแม้ว่าคุณจะทำการคำนวณผ่านเครื่องคิดเลขออกมาอย่างดีแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ทางผู้ให้บริการส่วนใหญ่ (อย่างเช่น Genesis Block) มักจะชาร์จค่าไฟของเครื่องขุดจากคุณด้วย และบางครั้งอาจชาร์จคุณค่าวางเครื่องครั้งแรก พูดง่ายๆคือ ทางผู้บริการมักจะขอให้คุณจ่ายค่าโน่นค่านี่ไปตลอดรวมถึงค่าลงทุนครั้งแรก
ฉะนั้นผู้ให้บริการ Cloud Mining คือผู้ที่ควรจะจ่ายค่าไฟ ไม่ใช่คุณ คุณสามารถที่จะคำนวณรายรับรายจ่ายโดยระบุในบัญชีของคุณอย่างชัดเจนว่าคุณจ่ายค่าเช่าเครื่องขุด ไม่ใช่จ่ายค่าไฟ
การคำนวณในบางครั้งอาจจะไม่ได้ตรงตัวมากนัก อย่างในกรณีที่คุณมีเครื่องขุดนั้น คุณสามารถที่จะคำนวณรายจ่ายทางด้านค่าไฟต่อเดือนโดยทำการคูณค่าไฟฟ้าเข้าไป (เช่นเงินบาทต่อกิโลวัตต์) ด้วยอัตราการกินไฟของยูนิตต่อเครื่องและด้วยตัวเลข 0.744 (อัตราส่วนวินาทีต่อเดือนแปลงเป็นพลังงานต่อกิลโลวัตต์)
แต่สำหรับการคำนวณกำไรจากการทำ Cloud Mining นั้น คุณจะต้องทำตรงกันข้ามกัน เพราะว่าทางผู้ให้บริการจะให้บริการคุณด้วยการให้เช่า hashing power ดังนั้นคุณต้องทำการคำนวณต้นทุนต่อกิโลวัตต์ที่นำไปใช้ในการขุดของเครื่องขุด ซึ่งทำได้โดยการหาร (ไม่ใช่คูณ)ค่าเช่าต่อเดือนด้วย 0.744 แทน
อัตราความเสี่ยงต่อกำไร
เมื่อคุณทำการลงทุนในหมวดหมู่ cryptocurrency ไม่ว่าจะในเหรียญอะไรก็ตาม มันย่อมที่จะมีความเสี่ยงเสมอ แต่โอกาสทำกำไรนั้นก็มีเช่นกัน ถ้าคุณตัดสินใจถูกต้องและหาตัวเลือกที่เหมาะสม เราได้ทำการรวบรวมข้อมูลให้คุณเพื่อช่วยในการตัดสินใจไปแล้ว
ในการทดสอบการคำนวณของคุณนั้น คุณอาจจะได้เห็นว่าการลงทุน Cloud Mining อาจจะมีกำไรไปได้ประมาณ 2-3 เดือนแรก แต่เมื่อระดับความยาก (Difficulty Level) เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณอาจจะเริ่มขาดทุนในเดือนที่ 4 ไปเรื่อยๆ
วิธีการแก้คือการใส่เงินเข้าไปใน hashing power เพื่อเติมพลังการขุดให้กับบัญชีของคุณ แต่การทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนที่มากขึ้นไปอีก
อย่างที่กล่าวมานั้น ความเสี่ยงในการถูกโกงและการบริหารที่ผิดพลาดนั้นค่อนข้างที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายในกลุ่ม cloud mining นักลงทุนควรที่จะเลือกลงทุนใน cloud mining เมื่อพวกเขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลของผู้ให้บริการมาเป็นอย่างดีแล้ว และก็เป็นแบบที่พวกเขาได้พูดกัน “ไม่ควรที่จะลงทุนมากกว่าเงินที่คุณสามารถจะเสียมันไปได้”
เริ่มทำการศึกษาจากในกลุ่มโซเชียลของนักขุด cloud mining และให้ลองทำการพูดคุยกับเจ้าของผู้ให้บริการ cloud mining ก่อนตัดสินใจลงทุน และท้ายสุดแล้วคุณควรที่จะลองลงมือฝึกหัดและเรียนรู้มุมมองของการลงทุนในด้านนั้นๆ เพื่อที่จะตามทันผู้ให้บริการทั้งหลาย
คำเตือน: บทความนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตหรือสปอนเซอร์ผู้ประกอบการใดๆก็แล้วแต่ ผู้อ่านควรจะศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเองก่อนที่จะลงทุนในประเภทของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้
ข้อมูลจาก
คริปโทเคอร์เรนซี 101 การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
คริปโทเคอร์เรนซี 101 การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
นปัจจุบันได้มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) รูปแบบ cryptocurrency (เรียกกันว่าเงินดิจิทัล เงินเสมือน หรือเงินคริปโท) และ digital token (เหรียญโทเคน โทเคนดิจิทัล หรือดิจิทัลโทเคน) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์อันมีความซับซ้อนมาใช้ในการประกอบธุรกิจและกระทำกิจกรรมทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างแพร่หลายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไป หรือแม้กระทั่งผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเอง ยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการและการดำเนินการของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและความเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจได้
สินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีลักษณะทางกายภาพ ธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดจะกระทำผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และประมวลผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและยืนยันการทำธุรกรรมนั้น ๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกันในเครือข่าย
วิธีการบันทึกผลแบบกระจายส่วนนี้ (distributed ledger) ต่างจากระบบการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการทางการเงินอื่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นการรวมศูนย์ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ (server) โดยมีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับผิดชอบการบริหารจัดการข้อมูลดังกล่าว
ในขณะนี้มีสินทรัพย์ดิจิทัล 2 ประเภทที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่ใช้เพื่อการเก็งกำไร การแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการและการระดมทุน กล่าวคือ cryptocurrency ซึ่งมีราคาหรือมูลค่าซึ่งถือเอาได้ และใช้เป็นสื่อกลางเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล เช่น bitcoin, ether, ripple หรือ litecoin และ digital token ซึ่งเป็นหน่วยแสดงสิทธิในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการ เช่น JFIN Coin หรือ Tuk Tuk Pass-A เป็นต้น
การประกอบธุรกิจ-ทำธุรกรรมโดยที่ cryptocurrency และ digital token แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันในสิทธิ หน้าที่และผลประโยชน์ที่ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ๆ พึงได้รับ ประกอบกับกระแสและความเชื่อในระดับราคาซื้อขายของสินทรัพย์ดิจิทัลบางชนิดที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มมีผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในลักษณะให้บริการและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างผู้ระดมทุน ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล และประชาชนทั่วไปอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยอาจสรุปโครงสร้างการประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยได้ดังนี้
ประเภทของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปิดดำเนินการเป็นประเภทแรกในประเทศไทยคือ ธุรกิจผู้ค้าคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency dealer) ให้บริการรับซื้อและขาย cryptocurrency โดยหากำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายเป็นหลัก (อาจมีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการด้วยก็ได้) ในลักษณะเดียวกับผู้ค้าเงินตราต่างประเทศ (Forex dealer) ในประเทศไทยมีผู้ค้า cryptocurrency รายใหญ่ 2 รายคือ Coins.co.th และ Bitcoin.co.th
ทั้ง 2 รายให้บริการซื้อขาย cryptocurrency ชนิด bitcoin เป็นหลัก และมีบริการโอนเงินเข้าและออกจากบัญชีธนาคารของลูกค้าไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล (digital wallet) ของผู้ให้บริการซึ่งมีทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างประเทศสมัครเป็นสมาชิกและมีบัญชีซื้อขายส่วนตัวรวมกันกว่า 1 ล้านบัญชี โดยจุดประสงค์หลักของการใช้บริการเพื่อการโอนเงินข้ามประเทศได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์
โครงสร้างระบบการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ที่ประสงค์จะถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการลงทุนมักนำเงินบาทมาแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น cryptocurrency หรือ digital token จากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (electronic trading platform) ซึ่งให้การอำนวยความสะดวกในการจับคู่ผู้ที่ต้องการซื้อและผู้ที่ต้องการขายสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดเดียวกัน โดยเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการเป็นการค้าปกติ ในลักษณะเทียบเคียงได้กับตลาดหลักทรัพย์ (stock exchange) แม้ว่าในปัจจุบัน นักลงทุนเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ด้วยตัวเอง
แต่แนวโน้มของการพัฒนาตลาดซื้อขายสินทรัพย์ลำดับรองบ่งชี้ว่า ในอนาคตอาจมีธุรกิจประเภทนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset broker) ให้บริการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้อื่นด้วย
สำหรับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยมีอยู่หลายราย แต่มี 2 รายหลักที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศคือ Bx.in.th และ Tdax.com โดยมีปริมาณซื้อขายรวมรายวันประมาณ 150 ล้านบาท และ 50 ล้านบาทตามลำดับ
โดย ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย www.lawreform.go.th
นปัจจุบันได้มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) รูปแบบ cryptocurrency (เรียกกันว่าเงินดิจิทัล เงินเสมือน หรือเงินคริปโท) และ digital token (เหรียญโทเคน โทเคนดิจิทัล หรือดิจิทัลโทเคน) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์อันมีความซับซ้อนมาใช้ในการประกอบธุรกิจและกระทำกิจกรรมทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างแพร่หลายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไป หรือแม้กระทั่งผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเอง ยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการและการดำเนินการของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและความเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจได้
สินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีลักษณะทางกายภาพ ธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดจะกระทำผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และประมวลผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและยืนยันการทำธุรกรรมนั้น ๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกันในเครือข่าย
วิธีการบันทึกผลแบบกระจายส่วนนี้ (distributed ledger) ต่างจากระบบการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการทางการเงินอื่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นการรวมศูนย์ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ (server) โดยมีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับผิดชอบการบริหารจัดการข้อมูลดังกล่าว
ในขณะนี้มีสินทรัพย์ดิจิทัล 2 ประเภทที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่ใช้เพื่อการเก็งกำไร การแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการและการระดมทุน กล่าวคือ cryptocurrency ซึ่งมีราคาหรือมูลค่าซึ่งถือเอาได้ และใช้เป็นสื่อกลางเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล เช่น bitcoin, ether, ripple หรือ litecoin และ digital token ซึ่งเป็นหน่วยแสดงสิทธิในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการ เช่น JFIN Coin หรือ Tuk Tuk Pass-A เป็นต้น
การประกอบธุรกิจ-ทำธุรกรรมโดยที่ cryptocurrency และ digital token แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันในสิทธิ หน้าที่และผลประโยชน์ที่ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ๆ พึงได้รับ ประกอบกับกระแสและความเชื่อในระดับราคาซื้อขายของสินทรัพย์ดิจิทัลบางชนิดที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มมีผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในลักษณะให้บริการและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างผู้ระดมทุน ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล และประชาชนทั่วไปอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยอาจสรุปโครงสร้างการประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยได้ดังนี้
ประเภทของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปิดดำเนินการเป็นประเภทแรกในประเทศไทยคือ ธุรกิจผู้ค้าคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency dealer) ให้บริการรับซื้อและขาย cryptocurrency โดยหากำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายเป็นหลัก (อาจมีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการด้วยก็ได้) ในลักษณะเดียวกับผู้ค้าเงินตราต่างประเทศ (Forex dealer) ในประเทศไทยมีผู้ค้า cryptocurrency รายใหญ่ 2 รายคือ Coins.co.th และ Bitcoin.co.th
ทั้ง 2 รายให้บริการซื้อขาย cryptocurrency ชนิด bitcoin เป็นหลัก และมีบริการโอนเงินเข้าและออกจากบัญชีธนาคารของลูกค้าไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล (digital wallet) ของผู้ให้บริการซึ่งมีทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างประเทศสมัครเป็นสมาชิกและมีบัญชีซื้อขายส่วนตัวรวมกันกว่า 1 ล้านบัญชี โดยจุดประสงค์หลักของการใช้บริการเพื่อการโอนเงินข้ามประเทศได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์
โครงสร้างระบบการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ที่ประสงค์จะถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการลงทุนมักนำเงินบาทมาแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น cryptocurrency หรือ digital token จากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (electronic trading platform) ซึ่งให้การอำนวยความสะดวกในการจับคู่ผู้ที่ต้องการซื้อและผู้ที่ต้องการขายสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดเดียวกัน โดยเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการเป็นการค้าปกติ ในลักษณะเทียบเคียงได้กับตลาดหลักทรัพย์ (stock exchange) แม้ว่าในปัจจุบัน นักลงทุนเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ด้วยตัวเอง
แต่แนวโน้มของการพัฒนาตลาดซื้อขายสินทรัพย์ลำดับรองบ่งชี้ว่า ในอนาคตอาจมีธุรกิจประเภทนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset broker) ให้บริการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้อื่นด้วย
สำหรับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยมีอยู่หลายราย แต่มี 2 รายหลักที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศคือ Bx.in.th และ Tdax.com โดยมีปริมาณซื้อขายรวมรายวันประมาณ 150 ล้านบาท และ 50 ล้านบาทตามลำดับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
ขุดบิทคอยฟรี2022ด้วยCryptoTab Browser
ราคาของ Bitcoin นั้นไม่แน่นอนอย่างแน่นอน แต่การขุดนั้นตรงเวลาเสมอ หากคุณดูกราฟราคา คุณจะเห็นว่ามันขึ้นและลงอย่างต่อเนื่อง แต่การลดลงไม่ใช่...
-
'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน ครั้งที่แล้วได้คุยถึง "เงินดิจิทัล (digital money)" ในประเทศไทย เช่น เงินใน...
-
ราคาของ Bitcoin นั้นไม่แน่นอนอย่างแน่นอน แต่การขุดนั้นตรงเวลาเสมอ หากคุณดูกราฟราคา คุณจะเห็นว่ามันขึ้นและลงอย่างต่อเนื่อง แต่การลดลงไม่ใช่...
-
บล็อกเชน (Blockchain) คืออะไร? บล็อกเชนเปรียบเสมือนเครือข่ายการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลเดียวกัน เราจึงรู้ว่...









